Funnel กับ Flywheel ต่างกันยังไง และธุรกิจ B2B ควรใช้แบบไหน
Funnel มองการขายเป็นทางเดียวที่จบเมื่อลูกค้าซื้อ ส่วน Flywheel มองเป็นวงล้อ ลูกค้าที่พอใจจะกลับมาซื้อซ้ำและแนะนำคนใหม่ ผ่าน 3 ขั้น คือ Attract, Engage และ Delight ธุรกิจที่ใช้ Flywheel จึงวัดความพอใจและการบอกต่อด้วย ไม่ได้วัดแค่จำนวน Lead
REVOPS EP.2 Flywheel: Attract, Engage, Delight (8:28)
- ธุรกิจคุณเติบโตได้เองหรือยัง
- Funnel กับ Flywheel ต่างกันยังไง
- Attract ทำให้ลูกค้าเห็นเรา
- Engage แลกสิ่งที่ลูกค้าต้องการกับข้อมูลติดต่อ
- eBook กับ Book a Demo
- ทำไมต้องตอบ Lead ให้เร็ว
- Delight ทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำและบอกต่อ
- Force กับ Friction
Funnel กับ Flywheel ต่างกันตรงไหน
| Funnel | Flywheel | |
|---|---|---|
| รูปร่าง | กรวย กว้างบนแคบล่าง | วงล้อที่หมุนต่อเนื่อง |
| จุดจบ | จบเมื่อลูกค้าซื้อ | ไม่จบ ลูกค้าที่พอใจพาลูกค้าใหม่มา |
| วัดอะไร | จำนวน Lead และอัตราการปิด | รวมความพอใจ การซื้อซ้ำ และการบอกต่อ |
| โตด้วยอะไร | เติมคนใหม่เข้าปากกรวย | เพิ่มแรงส่ง และลดแรงต้านในทุกขั้น |
แนวคิด Flywheel ถูกนำเสนอโดย HubSpot เพื่อแทนภาพ Funnel ที่มองลูกค้าเป็นแค่ผลลัพธ์ปลายทาง
ขั้นที่ 1: Attract ทำให้คนที่ใช่เห็นเรา
คนจะรู้จักธุรกิจคุณได้ 2 ทาง ทางแรกคือคนอื่นพาเขามา ลูกค้าเก่าแนะนำ ธุรกิจที่รู้จักกันแนะนำ หรือพาร์ทเนอร์แนะนำ ทางที่สองคือคุณออกไปให้เขาเห็นเอง ทั้งเนื้อหาออนไลน์ โฆษณา เว็บไซต์ และหน้าร้านหรืองานออฟไลน์
ขั้นที่ 2: Engage แลกสิ่งที่เขาต้องการกับข้อมูลติดต่อ
ขั้นนี้คือการให้สิ่งที่ผู้มุ่งหวังต้องการ แล้วได้ชื่อ เบอร์โทร และความต้องการของเขากลับมา แต่สิ่งที่เลือกให้แลก จะเป็นตัวกำหนดว่าได้ Lead แบบไหน
| เว็บ A: แจก eBook | เว็บ B: Book a Demo | |
|---|---|---|
| คนที่กรอก | ส่วนใหญ่อยากได้ของฟรีไปอ่าน | อยากเห็นว่าบริการหรือสินค้าทำอะไรให้เขาได้ |
| ทีมขายตามต่อ | ปิดยาก ต้องเติม Lead จำนวนมาก | คุยต่อได้ทันทีเพราะเขามีความต้องการแล้ว |
| Conversion ในตัวอย่าง | 1% | 10% |
เป็นตัวอย่างจากเคสที่ผมได้ฟังมา ใช้อธิบายความต่างของ Lead สองแบบ ไม่ใช่ข้อมูลลูกค้าของ SEN
วิธี A ไม่ได้ผิด แต่ถ้าเป้าหมายคือให้ทีมขายปิดได้ ต้องนับ Lead สองแบบนี้แยกกัน และวัดด้วย CPQL แทนจำนวน Lead รวม
ตอบ Lead ให้เร็ว
ยิ่งติดต่อกลับเร็ว โอกาสคุยต่อได้ยิ่งสูง งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review (2011) พบว่าบริษัทที่ติดต่อ Lead ภายใน 1 ชั่วโมง มีโอกาสได้คุยจริงจังกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ สูงกว่าบริษัทที่ติดต่อช้ากว่านั้นเกือบ 7 เท่า ระบบของ SEN จึงตั้งกติกาให้ทีมขายติดต่อ Qualified Lead ครั้งแรกภายใน 48 ชั่วโมงเป็นเพดาน และยิ่งเร็วกว่านั้นยิ่งดี
ขั้นที่ 3: Delight ทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำและบอกต่อ
หลังขาย ให้วัดว่าลูกค้าพอใจแค่ไหน เช่น ให้คะแนน 1 ถึง 10 ลูกค้าที่พอใจจะกลับมาซื้อซ้ำ และพาคนที่ตรงกับลูกค้าในฝันของคุณมาให้ นี่คือแรงที่ทำให้วงล้อหมุนต่อโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกเดือน
Force กับ Friction: อะไรเร่ง อะไรถ่วงวงล้อ
| Force (แรงส่ง) | Friction (แรงต้าน) |
|---|---|
| ตอบลูกค้าเร็ว | ตอบช้า โดยเฉพาะตอนลูกค้ามีปัญหา |
| ส่งมอบตามที่สัญญา | ทำไม่ได้ตามที่ลูกค้าคาดหวัง |
| ราคาและเงื่อนไขชัดตั้งแต่แรก | ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า หรือราคาที่แพงเกินคุณค่า |
| ดูแลต่อหลังขาย | ขายเสร็จแล้วหายไป |
คำถามสำหรับธุรกิจคุณ
- คุณทำ Attract, Engage และ Delight ได้ดีพอที่จะให้ธุรกิจโตเองหรือยัง
- Lead ที่ทีมขายได้รับ มาจากการแลกแบบไหน และนับแยกกันหรือเปล่า
- ขั้นไหนของวงล้อมี Friction มากที่สุดตอนนี้
คำถามที่เจอบ่อย
Funnel ยังใช้ได้อยู่ไหม ถ้าหันมาใช้ Flywheel?
ยังใช้ได้ Funnel ช่วยดูว่าคนหายไปตรงไหนในช่วงหาลูกค้าใหม่ Flywheel เพิ่มสิ่งที่ Funnel ไม่ได้นับ คือลูกค้าที่พอใจซึ่งกลับมาซื้อซ้ำและแนะนำคนใหม่ ธุรกิจ B2B ควรดูทั้งสองอย่าง
Lead จาก eBook ไม่ดีเลยหรือ?
ไม่ใช่ eBook หรือเนื้อหาให้ดาวน์โหลดเหมาะกับคนที่ยังศึกษาอยู่ แต่ไม่ควรส่งให้ทีมขายตามปิดทันทีแบบเดียวกับคนที่ขอเดโม ควรแยกเกณฑ์ และนับเฉพาะคนที่ผ่านเกณฑ์เป็น Qualified Lead
Force กับ Friction ต่างกันยังไง?
Force คือสิ่งที่ทำให้วงล้อหมุนเร็วขึ้น เช่น ตอบเร็ว ส่งมอบตามที่สัญญา Friction คือแรงต้านที่ทำให้หมุนช้าลง เช่น ราคาที่ไม่โปร่งใส ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า หรือดูแลหลังขายไม่ดี